กระบี่ปีใหม่

posted on 04 Jan 2010 19:42 by epruek

เมื่อวันที่ 31 ธค. 52 - 3 มค. 53 ที่ผ่านมาผมได้ไปเที่ยวที่จังหวัดกระบี่กับครอบครัว

อย่ารอช้า ไปดูกันเลยดีกว่า~

 

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธค. 52

ไปพักที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ เป็นที่ทำงานของอาผมเอง

มาดูห้องพักกันดีกว่า

Photobucket

ห้องนอนจะมี 3 ห้องครับ  สะอาดสะอ้านดีทีเดียว

Photobucket

แต่ที่นอนจริงๆอยู่นี่  Photobucket

Photobucket

ห้องน้ำจะมีอยู่ 2 ห้องครับ ชั้นบนกับชั้นล่าง

ส่วนผมใช้ห้องนี้..    ธรรมชาติเต็มที่  Photobucket

Photobucket

 Photobucket

 

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย อาก็พามาดูที่เลี้ยงปลา

Photobucket

ขอบอกก่อนนะครับว่าที่นี่มีไอตัวแบบนี้เยอะมากกๆ ตั้งแต่ทางเข้ามายังข้างในเลย

แต่ผมชอบนะ ดูแอ๊บแบ๊วดี  Photobucket

Photobucket

รวมทั้งไอตัวนี้ด้วย Photobucket

Photobucket

ปักเป้าตัวนี้มันไม่ธรรมดานะ มันเป็นปลาปักเป้าที่ผ่านการเทรนด์มาอย่างดี

โดยเราสามารถทำให้มันพองตัวได้เพียงแค่ลูบๆที่ท้องของมัน !

 

แต่จะให้หดกลับมันก็อีกเรื่องนึง  Photobucket

Photobucket

จริงๆแล้วมันก็จะมีปลาอีกหลายชนิด ตั้งแต่ ปลานีโม่ ไปจนถึงฉลามอะหละ แต่เดี๋ยวรูปมันจะเยอะเกิน Photobucket

 

เมื่อดูปลาเสร็จก็กลับเข้าที่พักรอการออกไปเคานท์ดาวน์ Photobucket

Photobucket

แต่ก่อนหน้านั้นขอแวะกินของหวานก่อน

ต้องร้านนี้ "โรตี ชา กาแฟ" ร้านจะอยู่ตรงสี่แยกมนุษย์ถ้ำแบกไฟจราจร ตรงข้ามฮอนด้า

หาได้ไม่ยากเพราะที่นี่ลูกค้าเต็มร้านตลอดเวลา

Photobucket

ลักษณะเด่นของร้านนี้คือ แก้วชาจะเล็กน่ารักจริงๆ

Photobucket

มาที่เมนูเด็ดร้านนี้ โรตีนั้นเอง~

โดยเค้าจะมีให้เลือกหลายแบบ คือ กรอบ นุ่ม ไข่กรอบ ไข่นุ่ม ไข่กล้วย กล้วย และมีราดช๊อกโกเลตด้วย

ส่วนอันนี้เป็นกรอบอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นแบบที่อร่อยที่สุด 

Photobucket

กินกันอิ่มแล้ว ก็ไปกันที่หาดพระนาง สถานที่เคานท์ดาวน์ของเรา

Photobucket

จะเห็นได้ว่ามีฝรั่งเยอะกว่าคนไทยอีก และแถวนั้นจะมีเพียงร้านอาหาร และผับ Photobucket

อีกอย่าง  โคมลอยของเค้าขายกันราคาตั้งแต่ 80-100 บาทนะจ๊ะ [ตอนเที่ยวเชียงใหม่เราซื้อกัน 35 บาท Photobucket]

Photobucket 

Photobucket

Photobucket

ป้ายก็หยุดพวกเราไม่ได้  Photobucket

Photobucket

อันนี้โคมใหญ่ที่ทางสถานที่เค้าจัดมา

Photobucket

ต้องใช้เวลาจุดกันนานทีเดียว

Photobucket

Photobucket

พอลอยขึ้นไปแล้วมันก็เป็นจุดที่ใหญ่กว่าโคมธรรมดานิดหน่อย  Photobucket

Photobucket

ร้านค้าปกติริมถนนจะทยอยปิด แต่ผับจะทยอยเปิด

Photobucket

พอถึงเวลา [ซึ่งก็ผมก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่] ก็จุดพลุฉลองปีใหม่

Photobucket

Photobucket

จบงานก็นั่งท้ายกระบะกลับมาที่พักเพื่อเตรียมเที่ยวต่อ

บรรยากาศพระจันทร์เต็มดวงหน้าศูนย์วิจัยยังกะอยู่ในหนังผี  Photobucket

Photobucket

อยากจะบอกเพื่อนๆว่า     ...        กระบี่หนาวมาก Photobucket

Photobucket 

และแล้ววันนี้ก็จบแบบ....     พลุสวยดีนะ  Photobucket

 

ศุกร์ที่ 1 มค. 53

ได้เวลา  ออกทะเล!   Photobucket

Photobucket

ผมไปทั้งครอบครัว + อาที่เป็นไกด์  จ่าย 2200.-  

ชื่ออ่าวแปลกดีเน๊าะ

Photobucket 

Photobucket

ออกเดินทางงง~

Photobucket

Photobucket

ที่แรก เกาะอ่าวนาง

Photobucket

Photobucket

หาดทรายขาวสะอาดน่าเล่น    >_<"

Photobucket 

Photobucket

มีคนมาเที่ยวเยอะทีเดียว

Photobucket

อยากขึ้นลำนี้อะ Photobucket

Photobucket

มองไปข้างๆก็สวย

Photobucket

Photobucket

ก็ได้แค่มอง  Photobucket

Photobucket

ที่ต่อไป เกาะโพดะ

Photobucket

ประกาศ !

Photobucket

[ตูไม่จ่ายเฟ้ย  Photobucket ]

ที่เกาะนี้เข้าห้องน้ำต้องจ่ายตัง 10 บาทนะจ๊ะ

Photobucket

สวยได้อีก   Photobucket

Photobucket 

Photobucket

Photobucket

 

 

Photobucket

ที่ต่อไป ดูทะเลแหวกกัน

Photobucket

วิวสวย แต่คนเยอะไปหน่อย

Photobucket

มาถึงตอนบ่ายโมงกว่าๆได้ ตอนนี้นำเริ่มลงละ

Photobucket

เริ่มค่อยๆลง  คนก็ค่อยๆเยอะขึ้น

Photobucket

เวลาบ่ายสองกว่าๆ...   จบแล้วมันก็เป็นอย่างนี้แล  Photobucket 

Photobucket

คนเยอะสาดดดดดดดดดดดด!!   Photobucket

 

ไม่เป็นไรๆ ยังมีจุดที่ทะเลแหวกอีกจุดนึง

Photobucket

ให้รู้ว่าคนถ่ายรูปมีตัวตนจริงๆ  555

Photobucket

ใกล้บ่ายสาม อีกฟากก็เริ่มแหวกกกก...

Photobucket

ทั่นแม่ในลายสก๊อต [ก็ผ้าขาวม้านะแหละ -,-]

Photobucket

ประมาณบ่ายสามครึ่ง เรามาดูกันว่าจบแล้วมันจะเป็นยังไง

...

ทางซ้ายเป็นฝั่งที่แหวกหลัง        ฝั่งขวาแหวกไปนานแล้ว

Photobucket

Photobucket

พอเหอะ!  Photobucket     คนเดินยังกะมดเรียงแถวขนอาหารกลับเข้ารัง...

 

ไม่สงไม่สนมันละ  ดูฝรั่งนอนอาบแดดดีกว่า   Photobucket

Photobucket 

และแล้วก็ได้เวลาเดินเรือกลับซะที [ตรูเมาจะตายห่าอยู่ละ]

Photobucket

แต่ทะเลยังแหวกไม่เลิก Photobucket

Photobucket

อาบอกว่าวันนี้น้ำใหญ่ คือ น้ำขึ้น-น้ำลง  จะเร็วมาก

Photobucket

สภาพมันก็เลยเป็นงี้แหละ

Photobucket

จบวันที่สองที่เหนื่อยและเมาสุดๆ หลับเป็นตายเลยครับวันนั้น

 

เสาร์ที่ 2 มค. 53

ไปเที่ยวต่อที่สุสานหอย  75 ล้านปี !

มาดูราคากัน...

Photobucket

เนื่องจากตอนเช้าคนเก็บตังค์ไม่อยู่    

ฉะนั้น...     ตูก็ไม่จ่ายเฟ้ย   Photobucket 

 

ตอนนี้เห็นอาบอกว่าที่นี้โดนลดอายุ จาก  75 ล้านปี เหลือ  45 ล้านปี

[แต่ทั่นแม่เห็นว่ามันเยอะเกินไป เลยลดให้อีกเหลือ  5  ล้านปีก็พอ...]

Photobucket

โปรดอ่านป้ายก่อนเข้านะจ๊ะ

Photobucket

ตัวพื้นที่เราเดินอยู่ก็จะเป็นซากหอยทับถมกันเต็มไปหมด

Photobucket

มันก็จะมีลักษณะเป็นแผ่นๆ

Photobucket

Photobucket

จากที่อ่านป้ายมา  บนพึ้นก็ลื่นจริงๆ เหมือนเหยียบบนแผ่นโคลนหยั่งงั้นแหละ

Photobucket

วิวที่นี่ก็สวย~

Photobucket 

 

ที่สุดท้ายคือ...

Photobucket

ทางเข้าๆ

Photobucket

อยากบอกว่าที่นี่  ลิงเยอะมากกกก  ถึงกับมีป้ายเตือนระวังลิงขโมยของเลยทีเดียว

Photobucket

จุดที่ลิงชุมที่สุด [ดูยากหน่อย แต่จริงแล้วมีเต็มศาลา]

Photobucket 

Photobucket

แล้วก็เดินเข้าถ้ำ  เห็นหินงอก หินย้อย

Photobucket

เห็นของแปลกมากมาย [จริงๆมันจะมีประกายวิ๊บวับด้วยหละ]

Photobucket

บรรยากาศในถ้ำค่อนข้างอบอ้าวทีเดียว

Photobucket

ตรงนี้แคบมาก ต้องก้มเดินกันเลย

Photobucket

Photobucket

Photobucket

ต้นตะโกมา หรือ ตะโก    สูงเด่นสุดแล้ว

Photobucket

เดินเมาๆ เกือบชนไอนี่เข้า   Photobucket

Photobucket

 

จริงๆมันจะมีให้ขึ้นบันได้อีกพันกว่าขั้น แต่เวลาหมดก่อนเพราะต้องไปพักที่บ้านญาติต่อจนถึงวันที่ 3 ก่อนจะกลับบ้าน

...ก็เลยอดกันไปตามระเบียบ

Photobucket

ซ้ายสุดจะเห็นคนขึ้นบันได ข้างบนสุดจะเป็นเจดีย์ซึ่งอยู่สูงโครตๆ

 

จบแล้วจ้าการไปเที่ยวกระบี่ของกระผม

เออ... เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปตู้เสี่ยง CMC อัตโนมัติที่วัดถ้ำเสือ  คือ มันจะเป็นเหมือนกับตู้โชว์ของขนาดประมาณตู้โทรศัพท์สาธารณะอะ ในกระจกก็จะเป็นรูปปั้นของหลวงพ่อจำเนียร แล้วก็มีดอกไม้ประดับข้างๆ มันจะมีช่องหยอดเหรียญอยู่ช่องนึง ด้านล่างรูปปั้นก็จะเป็นวงหลอดไฟเล็กๆ เรียงกันเป็นวง ข้างๆจะเขียนตัวเลขกำกับอยู่  เมื่อเราหยอดเหรียญ 5 หรือ 10 บาท ก็จะมีเสียงของหลวงพ่อจำเนียรออกมาจากตู้ "ขอให้โยม ตั้งจิตให้สงบ และเตรียมรับพร....."   ระหว่างที่ตู้กำลังสวดอยู่  ตัวหลอดไฟก็จะมีไฟติดเหมือนรูเล็ตอะ วนไปเรื่อยๆจนไปหยุดเอาที่ตัวเลขนึง  เป็นอะไรที่มันแปลกตามาก ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วมันไม่ได้มีแค่ CMC  มันจะมีทั้งตู้ทำบุญ พอหยอดเหรียญก็จะมีเสียงสวดออกมา แล้วเราก็พนมมือรับพรจากตู้  Photobucket 

เออมันก็เป็นประสบการณ์ใหม่เน๊าะ...

สุดท้ายแล้วจะพยายามไม่ดองบล๊อก และถ้าได้ไปไหนอีกจะเอารูปมาลงอีกนะจ๊ะ    Photobucket

ขอขอบพระคุณ : คุณอาสุภาพ เป็นอย่างยิ่งครับ ที่ให้ทั้งที่พักและความรู้ใหม่ๆกับผม...

ประวัติ Alvin and the Chipmunks

posted on 30 Dec 2009 22:58 by epruek

มาในเรื่องที่ผมชอบกันบ้าง CHIPMUNKS !!  555+ วันนี้ว่างจัดเลยเอาบทความของ

Ross Bagdasarian,Jr. จากในเว็บมาแปลเล่นให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ

อยากดูตัวจริงก็เข้าลิ้งค์นี้ได้เลย  http://www.chipmunks.com/#home

คำเตือน !!  เนื้อหาที่แปลอาจมีการบิดเบือนเล็กน้อยถึงปานกลาง กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Photobucket

     เมื่อผมอายุได้ 9 ขวบ ก็พอจำความได้ว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องของคุณพ่อและฟังเพลงคริสต์มาสในเวอร์ชั่นชิพมังค์ The Chipmunks Song.
   ผมไม่รู้หรอกว่าเพลงนั้นมันจะโด่งดังขนาดแฟนเพลงกล่าวขานไปถึง 3 ชั่วรุ่นทีเดียว แต่ผมรู้เพียงอย่างเดียวว่ามันทำให้ผมหัวเราะและรักในตัวการ์ตูนที่พ่อของผมได้ให้กำเนิดขึ้นมา
45 ปีหลังจากนั้น ความซุกซนของแอลวิน ไซมอน ทีโอดอร์ และความเครียดของเดวิด เซวิลล์ ก็เริ่มทำให้ผู้ชมทั่วโลกประทับใจ
เหล่าชิพมังค์มีการพัฒนาตลอดเวลา ล่าสุดก็ได้ลง DVD ในเรื่อง Little Alvin and the mini-Munks และในบทความนี้ ผมได้ทำการตัดตอนมาจากหนังสือประวัติของชิพมังค์ที่ผมเขียนขึ้น

 

                                                                                         Ross Bagdasarian,Jr.

 

Photobucket
Ross Bagdasarian,Sr.

     เรื่องมันเริ่มเมื่อปี 1958 ครอบครัวผมถังแตก พ่อผมที่เหลือเงินเพียง 200 ดอลล่าร์ และแย่กว่านั้นพ่อใช้เงิน 190 ดอลล่าร์ทุ่มไปกับเครื่องอัดเทปที่สามารถปรับความเร็วของเทปได้ และพ่อก็วางแผนว่าจะทำอะไรกับเจ้าเครื่องนี้ดี  ระหว่างที่กำลังคิดอยู่ก็เผอิญเหลือบไปเห็นหนังสือ "Duel with the Witch Doctor" เข้าพ่อก็เริ่มมองเห็นทางสว่าง...Photobucket  พ่อแต่งเพลง Witch Doctor โดยเนื้อเพลงจะเกี่ยวกับผู้ชายที่สิ้นหวังในความรัก และไปขอคำแนะนำจากหมอผี


  I told the Witch Doctor I was in love with you
  I told the Witch Doctor I was in love with you
  and then the Witch Doctor, he told me what to do
  He said that "OO EE OO AH AH Ting Tang Wal-la Wal-la Bing Bang  OO EE OO AH AH Ting Tang     Wal-la Wal-la Bing Bang"

[ผมได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกจากรายการคดีเด็ด ...Photobucket ]

"ทุกๆครั้งที่ผมเขียนเพลง ผมจะจินตนาการถึงแม่บ้านที่มือชุ่มไปด้วยฟองสบู่กำลังฟังวิทยุอยู่ ผมพยายามที่จะหาวิธีที่จะทำให้มือของเธอละไปจากจานที่กำลังล้างอยู่ แล้วหันไปเร่งเสียง เพื่อฟังเพลงของผม" 

                                                                                           Ross Bagdasarian, Sr. 


   หลังจากที่พ่อแต่งเพลงเสร็จ พ่อต้องการเสียงของหมอผีและจำได้ว่าเคยทดลองอัดเสียงของเปียโนที่เล่นด้วยความเร็วเพียงครึ่งหนึ่งของปกติ และเล่นในเครื่องเล่นด้วยความเร็วปกติ พ่อตัดสินใจจะลองแบบนี้กับเสียงของหมอผีดู
   เมื่อพ่อทำเสร็จ ก็เรียกพี่น้องผมรวมทั้งผมมาในห้อง และถามความเห็นเกี่ยวกับเพลงซึ่งผมกับพี่น้องก็ชอบกัน โดยเฉพาะเสียงของหมอผีที่พวกเราติดใจและขอพ่อฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก
   ที่นี้พ่อได้ติดต่อกับทางบริษัท Liberty Records เพื่อจะวางขายผลงาน แต่พวกเค้าไม่เอาด้วย ยังดีนะที่บริษัทเองก็ใกล้จะเจ๊งอยู่แล้ว Photobucket เมื่อไม่มีอะไรจะเสียเค้าจึงตอบตกลง ถ้าดับก็เลิกกิจการ แต่ถ้ารุ่งเพลงนี้จะวางขายในอีก 24 ชม.ข้างหน้า
   ผลออกมาเกินคาด เพลงของพ่อติดอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว! และจำหน่ายออกไปแล้วกว่าล้านแผ่น ตอนนั้นผม 8 ขวบและยังไม่รู้ว่าขายได้ล้านแผ่นคืออะไร ผมรู้แค่ว่ามันทำให้ผมมีสระว่ายน้ำเป็นของตัวเอง

ผมรักเพลงนี้จัง...Photobucket
   แต่เพลงดังๆเพียงเพลงเดียว ยังไม่สามารถช่วยบริษัทที่กำลังจะเจ๊งได้หรอกนะ หนึ่งเดือนหลังจากนั้น Liberty Records ก็เริ่มร่อแร่อีกครั้ง และได้ขอให้พ่อแต่งเพลงใหม่ขึ้นมาอีก ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูร้อนในปี 1958
น้องของผมที่อายุเพียง 4 ขวบถามพ่อถึงวันคริสต์มาส(ในหน้าร้อน - -") น้องของผมไม่ได้รู้ความเป็นมาหรือแม้แต่พิธีกรรมในวันนั้นแม้แต่น้อย เขารู้เพียงแค่เขาจะได้ของขวัญมากมายในวันคริสต์มาส ในทางกลับกันพ่อของผมรู้ช่องทางหาเงินอีกแล้ว  Photobucket 

 

 PhotobucketPhotobucket

 

   คำแปลกๆหลุดโลกของหมอผีมาจากไหน ?  : "ขณะที่ผมกำลังอัดเสียงอยู่นั้น  ผมร้อง 'ting tang' แล้วจู่ๆคุณลุงของผมที่ย้ายมาจากวอชิงตันก็สำลักออกมาว่า 'walla walla' ผมก็เลยร้องปิดท้ายว่า'bingbang'"     

                                                                                 Ross Bagdasarian, Sr.


  Christmas Christmas time is near
  Time for toys and time for cheer
  We've been good but wa can't last
  Hurry Christmas hurry fast.

   พ่อผมชอบเสียงของหมอผีมาก แต่อยากใส่บุคลิกของเสียงให้มากกว่านี้ แต่พ่อก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะให้เป็น เรนเดียร์ร้องเพลง มันฝรั่ง แมลง หรือเป็นบร๊ะเจ้าดี  ในขณะที่พ่อขับรถใน Yosemite (ชื่อวนอุทยานแห่งชาติในแคลิฟอร์เนีย)
   ขับไปก็คิดไป.. จะให้เป็นตัวโกเฟอร์ร้องเพลง(กระรอกจำพวก Citellus มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณอเมริกาเหนือ) หรือจะเป็นนกกระจอกเทศ กับผีเสื้อดีน้า~  และระหว่างนั้นเอง จู่ๆก็มีชิพมังค์ตัวน้อยพุ่งออกมาขวางหน้ารถของพ่อ จากเสียงร้องของมันพ่อของผมรู้ทันที.. เราได้ดาราตัวใหม่แล้ว!
   และแล้วเพลงคริสต์มาสของพ่อก็กลายเป็นเพลงชิพมังค์ในทันที และพ่อก็ตั้งชื่อให้ชิพมังค์ทั้งสามตัว  แอลวิน ไซมอน และทีโอดอร์ ซึ่งชื่อต่างๆของเหล่าชิพมังค์ก็มาจากชื่อคนใน Liberty Records นี่แหละ
โดย    Alvin          มาจาก   Alvin Bennett        ประธานบริษัท
          Simon       มาจาก   Simon Waronker   ผู้ก่อตั้งบริษัท
และ    Theodore  มาจาก   Theodore Keep      ช่างวิศวกร

Photobucket

ซึ่งเจ้าแอลวิน ที่ซ่าๆกวนๆ พ่อผมก็เอามาจากชิพมังค์ที่ตัดหน้ารถในวันนั้นนั่นเอง  ส่วนไซมอนก็ให้เป็นพวกมีตรรกะ มีเหตุผล ฉลาด และทีโอดอร์ ก็หัวเราะคิกคักอย่างเดียว  Photobucket   แล้วพ่อผมได้ใส่บุคลิกที่เหมือนมนุษย์ให้กับชิพมังค์ทั้งสาม

 

"พ่อผมร้องเพลงเก่งทีเดียว เสียงของพ่อทั้งเข้ม หนักแน่น ทั้งน้ำเสียงก็ทำให้อุ่นใจ มันทำให้ผมหัวเราะ และรู้สึกปลอดภัยเหนือสิ่งอื่นใดในโลก"

                                                                                    Ross Bagdasarian,Jr.


   "เพลง The Chipmunks song แล้วเสร็จในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1958 แต่ยังไม่มีสถานีวิทยุไหนที่จะเล่นเพลงคริสต์มาสก่อนที่จะถึงเดือนธันวา ดังนั้นผมเลยไปที่ Minneapolis (เมืองที่ใหญ่ที่สุดในมินิโซต้า)
เพื่อไปขอเปิดเพลงที่สถานีวิทยุที่ไม่ค่อยมีกฏเคร่งครัดนัก หลังจากเพลงจบผู้ฟังก็ขออังกอร์ซ้ำอีกหลายรอบ และได้ขอให้สถานีอื่นๆเล่นเพลงนี้อีกด้วย "

                                                                                    Ross Bagdasarian,Sr.


         และแลัวมันก็กลายเป็น เดวิด เซวิลล์(ชื่อเมืองในสเปน ที่พ่อเคยอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2)กับสหายชิพมังค์จอมซน!
   เมื่อตอนที่พ่อแต่งเพลง The chipmunks song เสร็จ น้อง พี่สาว และผม ก็ได้มีห้องเป็นของตัวเอง "พวกเรารัก Chipmunks song!" Photobucket   ในตัวเพลง ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกชิพมังค์ร้องเพลง ส่วนหนึ่งก็พูดคุยกัน ซึ่งก็ทำให้เหมือนพวกชิพมังค์ดูมีตัวตนจริงๆ  แต่ส่วนที่พวกเราชอบที่สุดคือการได้ยินแอลวินพูดโต้กับพ่อแบบกวนๆ
   The chipmunks song วางขายระหว่างวันหยุดปี 1958 ตอนแรกทางบริษัทได้ปริ้นท์หน้าแผ่นเป็นสีเขียวอย่างเดียว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา แผ่นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนทางบริษัทได้เปลี่ยนเป็นสีดำ เป็นสีน้ำเงิน แล้วก็เป็นสีขาว... ในบางวันแผ่นขายได้ถึง 550,000 แผ่น ทาง บ.Liberty ถึงกับมีรถบรรทุกไม่พอ และต้องใช้รถตู้ หรือแม้แต่ใช้รถวากอนของ บ.เลยทีเดียว สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้แม้กระทั่งให้ลูกเสือชาวบ้านมาเข็นรถส่งของก็ทำ Photobucket   ถึงแม้ว่าเพลงจะประสบผลสำเร็จมหาศาลและได้กำไรล้นหลามก็ตาม แค่ขายแผ่นได้มันก็แค่เรื่องเด็กๆ ถ้าอยากให้คนดูเร้าใจมันต้องไปแสดงที่ Ed Sullivan show นั่นหมายถึงผมจะได้อยู่ดึกถึง 2 ทุ่มครึ่ง
แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าเสียงของเจ้าชิพมังค์เป็นยังไง แต่ยังไม่มีใครเห็นหน้าตาของชิพมังค์กันเลย  และแล้วใน Ed Sullivan show พวกชิพมังค์ก็เผยโฉมออกมาในรูปแบบของตุ๊กตาหุ่นมือ...


"The Chipmunks song ดังจนได้วางขายในร้านค้าที่ไม่เคยขายแผ่นเพลงมาก่อน เช่น ร้านขายชั้นในสตรี Photobucket ร้านขายดอกไม้ Photobucket ฯลฯ   ผมแปลกใจมากที่เห็นผลงานของผมวางกองสูงในเคาน์เตอร์ขายบุหรี่ และขายดีจนคนขายรับเงินไม่ทันเลยทีเดียว"

                                                                                       Ross Bagdasarian,Sr.

 

   ด้วยความเอื้อเฟื้อของ Bob Clampett จาก Warner Bros. ด้านงาน animation ถือเป็นผลสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว จากจุดเริ่มต้นที่เดวิด และแอลวิน เป็นเพียงแค่ภาพวาด ด้านเสียงดนตรีจาก Desi Arnaz และ Lucille Ball ช่วงนี้แหละเป็นที่มาของคำว่า  " Allvinnnnnn!! " ที่เป็นคำพูดสุดฮิตของเดวิด เซวิลล์
   เมื่อหมอกเริ่มลงในกลางเดือนมกรา 1959 The Chipmunks Song ถูกขายไปแล้วกว่า 4.5 ล้านแผ่นใน 7 สัปดาห์
   ในเดือนถัดมา พ่อได้รับรางวัลสองรางวัล รางวัลแรกคือ Best Selling Children's Record และอีกรางวัลคือ Best Comedy Performance
   ปี 1959 ชิพมังค์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมเยา และได้ลงหน้าแรกของ The Wall Street Journal ต่อจากนั้นก็มีตุ๊กตาชิพมังค์+ฮาร์โมนิการ์ การ์ดเชิญที่มีเพลง เครื่องรางใส่ข้อมือ ไฟแช็ค โซ่กุญแจ หนังสือการ์ตูน เกมกระดาน และมีของสมสมอีกมากมายวางขาย...
   จากนั้นพ่อก็ซื้อที่ดิน 200 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ = 4046.8 ตารางเมตร) ใกล้ๆบ้านเกิดในเฟรซโน และให้ชื่อว่า "ฟาร์มชิพมังค์" (เอากับเขาสิ -*-) และผลงานต่างๆของพ่อยังอีกมากมายเช่น Alvin Orchestra,Alvin Harmonica,Alvin for President

 PhotobucketPhotobucket


   ในปี 1960 พ่อได้แสดงต่อหน้าวุฒิสมาชิก John F. Kennedy และรองประธานาธิบดี Richard Nixon หลังจากนั้นได้ไม่นานท่านวุฒิสมาชิกก็ได้เขียนโน๊ตถึงพ่อว่า "ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่อย่างน้อยผมก็มีคู่แข่งที่ทรงคุณค่า"


"สิ่งที่ Ed Sullivan ชอบเกี่ยวกับพ่อผม คือการใช้เวลาน้อยกว่าที่กำหนดให้ ดึงดูดผู้ชมให้มากพอๆกับดูดเงินผู้ชม  แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งที่พ่อมีโอกาสได้เล่นสองเพลงแต่กลับแสดงเพียงแค่เพลงเดียวเพียงเพราะอยากให้เพิ่มเวลาให้กับคนอื่นมากกว่า เพราะเหตุนี้แหละ Ed ถึงได้ชวนพ่อกลับมาเล่นอีกถึงหกหน"

                                                                                     Ross Bagdasarian,Jr.

 

   ปี 1961 ความโดงดังของพ่อเพิ่มอย่างไม่บันยะบันยัง พ่อขายผลงานไปกว่า 16 ล้านแผ่น ทำการจัดแสดงและได้รับรางวัลมากมาย รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อนับไม่ถ้วน แต่อย่างไรก็ตาม พ่อยังต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอยู่
เมื่อถึงช่วง prime time ของวงการทีวี  The Alvin Show ก็ได้เปิดตัวขึ้นในเดือนตุลาคม 1961 ทางช่อง CBS และก็เป็นตามปกติ พ่อเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีกครั้ง พ่อเริ่มคิดโครงเรื่อง และได้สร้างตัวละครใหม่ๆขึ้น ในเรื่องราวที่มีดนตรีประกอบ รวมทั้งยังมีเพลงเปิดเป็นของตัวเองด้วย
   This is the Alvin Show,
   The Alvin Show,
   You'll positively gonna love the Alvin Show.
   There's Dave Seville,
   And what is more
   Here's the boy we know as Theodore.
   Now you see,
   On camera three,
   The brother known as Simon on the family tree.
   And here's the star of the show,
   Alvin, Alvin!

   พ่อผมเป็นพวก one man show เล่นเองพากย์เองหมดทุกตัวละคร ทั้งเดวิด เซวิลล์  แอลวิน ไซมอน และทีโอดอร์ รวมถึงตัวประกอบอื่นๆ ในโรงเรียนผมมักจะเถี่ยงกับเพื่อนบ่อยๆว่า"พ่อผมนั้นแหละคือรอส แบคดาซาเรียนคนที่สร้างชิพมังค์ขึ้นมา" แต่เพื่อนผมบอกว่า "ไม่ใช่เค้า เดวิด เซวิลล์ต่างหากหละ", "นั้นแหละพ่อตู" ผมพูด "เดวิด เซวิลล์ หนะเป็นนามแฝงที่ใช้บนเวทีแสดงกับในการ์ตูน" แต่ก็นะ เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อกันอยู่ดีจนกระทั่งผมพาพวกเค้ามาที่บ้าน(เพื่อนๆของพี่น้องผมก็มาด้วย) และแล้วที่ทำงานของพ่อผมก็ถูกบุกรุกโดนเหล่าเด็กๆไปโดยปริยาย
   สิ่งที่ทำให้ The Alvin Show ประสบผลสำเร็จนั่นก็คือ ความเกินจริงของชิพมังค์ จากที่มีหางฟูๆ จมูกเป็นจุด ฟันอันแหลมคม และพร้อมที่จะสมนาพิษสุนัขบ้าให้คุณ Photobucket ก็ถูกแทนที่ด้วยความทันสมัย ดูเหมือนคนมากขึ้น ทำให้ตัวละครดูเป็นมิตรมากขึ้น
   ถึงแม้ชิพมังค์ทั้งสามจะโด่งดังในฐานะที่เป็นไอเดียของพ่ออยู่แล้วก็ตามที แต่พ่อก็ยังสร้างตัวละครร่วมขึ้นมาใหม่ เช่น Sam Valiant Private Nose พ่อค้าพูดมากที่ดูเหมือนขโมยมากกว่า ,Stanley the Eagle เหยี่ยวที่กลัวความสูง(เกิดมาเสียชาติเหยี่ยวหมด Photobucket) ,Mrs.Frumpington คุณนายผู้ดีที่ดูเด่นในสังคม แต่ดันดีแตกเมื่อได้ฟังเพลง rock&roll (ถ้าป้าแกได้ยินเข้าจะแด๊นซ์กระจายทันที) ,The Ostrich นกกระจอกเทศที่เอาแต่นั่งวางไข่ในรถสปอร์ต และ Cruise Director คนเจ้ากี้เจ้าการที่ชอบทำให้แอลวินวีนแตกอยู่เสมอ
   แต่บางทีตัวทำน่าจดจำที่สุดน่าจะเป็น Clyde Crashcup นักประดิษฐ์ และผู้ช่วยของเขา Leonardo ,Clyde เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ เค้าประดิษฐ์สิ่งของเพื่อความสุขของเด็กๆ และสิ่งประดิษฐ์ของเค้าแทบทุกชิ้นมักจะไม่สมบูรณ์เสมอ  Photobucket 

   มากันที่ผู้ช่วยของเขา Leonardo เป็นคนที่ขี้อาย เขาชอบการกระซิบมากกว่าการพูด เขาเป็นคนที่ฉลาดกว่า Clyde เสียอีก และมักจะเห็นสิ่งผิดพลาดที่ Clyde ทำไว้เสมอ...


   อารมณ์ขันของพ่อได้แผ่ซ่านไปทั่วทุกโชว์ และสร้างความเป็นต้นตำรับ สิ่งที่ผมไม่รู้มานานคือ มันสำคัญแค่ไหนที่จะสร้างโชว์ที่ไม่มีเนื้อหาที่รุนแรงเหมือนอย่างการ์ตูนเรื่องอื่นๆที่มีการทำร้าย ทุบตี ระเบิด ไปจนถึงทำลายคู่อริ (แต่ผมก็ชอบ Tom&Jerry นะ Photobucket)  ถึงจะฮิตแต่พ่อก็ไม่ทำ และเดินมาในเส้นทางที่พ่อมาตั้งแต่แรก คือ การ์ตูนที่ผสมผสานกับดนดรีที่หลากหลาย...
   พ่อเปลี่ยนแนวทางของเรื่องออกไปจากการ์ตูนตลกธรรมดาๆโดยการไม่ใช้ laught track (เสียงหัวเราะของคนที่อัดเข้าไปในเทปให้เรารู้ว่าช่วงนี้มันฮานะ หรืออันนี้เล่นมุขอยู่นะ) ในความจริงที่ว่า The Alvin Show เป็นเรื่องเดียวในสมัยนั้นที่ไม่ใช้ laught track  พ่อรู้ว่าถ้าโชว์มันสนุกจริงๆ คนเค้าก็รู้เองแหละว่าควรจะหัวเราะตอนไหน ไม่ต้องมาใช้เครื่องกระตุ้นหร๊อก...


   ในปี 1964 The Beatles เข้ามากลบความโด่งดังของชิพมังค์ไปเกลี้ยงด้วยสถิติการขายออกเร็วที่สุดในทุกอัลบัมตลอดกาล (เว่อร์ไปไหม - -)  "ในเมื่อสู้ไม่ได้ ก็แทรกเข้ากับมันเลย" พลันนั้นพ่อก็ไปเยี่ยมวง The Beatles ที่ลอนดอน หลังจากนั้นไม่นานก็ออกอัลบัม The Chipmunks Sing The Beatles ซะเลย Photobucket แล้วผลก็เหมือนแต่ก่อน อัลบัมนี้ก็ขายดีเหมือนกับทุกๆอัลบัมออกไปกว่าล้านแผ่น
   หลังจาก 8 ปีแห่งความหลังของการสร้าง The Chipmunks พ่อเปลี๊ยนไป๋ ชิพมังค์เริ่มหันไปร้องเพลงกับวงอื่นๆตั้งแต่ Canned Heat ยัน Tina Turner และขายทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือตราชิพมังค์ยันเรือรบตราชิพมังค์
   โชว์ในทีวีก็แพร่ไปยัง 80 ประเทศไปทั่วโลก พ่อได้ทำอะไรไปมากกว่าที่ใฝ่ฝันไว้มาก อีกอย่าง พ่อทำทุกอย่างเต็มร้อยเสมอและจะก้าวต่อไปเรื่อยๆ
     จนในที่สุด ในปี 1972 พ่อผมได้จากไปด้วยโรคหัวใจ ถึงแม้พ่อจะตายจากไป แต่พ่อไม่อยากให้ชิพมังค์ตายไปกับเขาด้วย ผมและภรรยาจึงได้สานต่อความฝันของพ่อต่อไป ...

                                    Janice Karman และ Ross Bagdasarian,Jr.

จบแล้วจ้า... อีกไม่ถึง 5 ชม. ก็จะไปกระบี่ละ แล้วจะเอารูปมาลงหลังจากกลับมาเด้ออ
 

แนะนำหนัง Alvin and the chipmunks 2 : The Squeakquel

เป็นภาคต่อ  รู้สึกจะเข้าวันที่ 4 มีนา 53  อีกนานพอดูหละ แต่ของฝรั่งเค้าดูกันตั้งแต่ 23 ธันวาละ  T  T

ตั้งใจรอต่อไป !

ของแถม  555+

Photobucket